วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

                             การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475
 

ทุกวันที่ 24 มิถุนายน ของทุกปี
การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 คือ การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือน ประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป
หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นหมุดทองเหลือง ฝังอยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า (ถ้าหันหน้าไปทางเดียวกับหัวม้า จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) มีข้อความว่า "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เมื่อ 72 ปีก่อน ข้อความเหล่านี้นับวันแต่จะเลือนหายไปตามกาลเวลา






คณะราษฎรที่ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้นประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ
1.                                              กลุ่มนักเรียนไทยในต่างประเทศ
2.                                             กลุ่มนายทหารในประเทศไทย



บุคคลทั้งสองกลุ่มพื้นฐานการศึกษาคล้ายกัน คือ กษาวิชาพื้นฐานหรือวิชาชีพจากประเทศทางตะวันตก ใกล้ชิดกับการปกครองของประเทศที่ตนไปศึกษา คือ ได้สัมผัสกับบรรยากาศการปกครองในระบอบประธิปไตย เห็นความเจริญก้าวหน้าจากการที่ประชาชนในยุโรปตะวันตกมีส่วนร่วมในการปกครอง ประกอบกับบุคคลทั้งสองกลุ่มเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาสูง ส่วนใหญ่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง จึงกำหนดในความคิดว่าตนควรจะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ
คณะผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครอง ได้รวมกลุ่มกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ได้มีข้อขัดแย้งกับผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศสซึ่งเป็นพระราชวงศ์องค์หนึ่ง ซึ่งกล่าวหาว่านักเรียนไทยเป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ควรเรียกบางคนกลับประเทศไทยำให้นักเรียนในต่างประเทศมีพื้นฐานการไม่พอใจสถานการณ์บ้านเมืองเป็นส่วนตัว คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นนักเรียนไทยในต่างประเทศเมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ได้เตรียมการวางแผนยึดอำนาจโดยชักชวนให้กลุ่มนายทหารเข้าร่วมด้วย การยึดอำนาจการปกครองของประเทศไทยมีผู้กระทำมาครั้งหนึ่งแล้วใน ร.ศ.130กระทำไม่สำเร็จ ดังนั้นคณะราษฎรจึงได้วางแผนอย่างดีป้องกันข้อบกพร่องที่อาจมีขึ้น และการชัดชวนทหารเข้าร่วมด้วยจึงทำให้เกิดความสำเร็จเพราะทหารมีอาวุธ ผู้บริหารประเทศยินยอมให้คณะราษฎรยึดอำนาจไม่โต้แย้ง ด้วยเกรงว่าพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงประชาชนจะเป็นอันตรายเพราะอาวุธ
ชนวนที่ทำให้คณะราษฎรลงมือวางแผนยึดอำนาจมีหลายสาเหตุ ได้แก่
·                                                              สาเหตุแรก สภาพบ้านเมืองในช่วงเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาอภิรัฐมนตรีสภาซึ่งสมาชิกทั้งหมดเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ด้วยเหตุผลที่จำให้แก้สถานการณ์ที่กล่าวว่า พระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่แตกแยกกัน อภิรัฐมนตรีสภาช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้หลายประการแต่ความคิดของผู้ใหญ่และของผู้เยาว์กว่าย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นการยับยั้งข้อเสนอบางเรื่องโดยเฉพาะพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเย้าอยู่หัวที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนชาวไทยในวาระราชวงศ์จักรีทรงปกครองแผ่นดินมาครบ 150 ปี จึงทำให้คณะราษฎรและกลุ่มหนังสือพิมพ์มองว่า พวกเจ้าหลงกับอำนาจ
·                                                              สาเหตุที่สอง ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศรายได้ไม่พอกับรายจ่าย สืบเนื่องจากเศรษฐกิจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และการใช้จ่ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว การแก้ไขคือ การดุลข้าราชการ ยุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ตัดทอนค่าใช้จ่ายของกระทรวง กรม กอง และเก็บภาษีบางประการเพิ่มการแก้ไขดังนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เสียประโยชน์ ในวงการทหารก็เช่นกัน การขัดแย้งเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหม จนถึงเสนาบดีกระทรวงกลาโหมขอลาออกจากราชการ จึงเป็นเหตุให้นายทหารคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่มีการดุลข้าราชการออก ก็มีกลุ่มบุคคลมองว่าดุลออกเฉพาะสามัญชน ส่วนข้าราชการที่เป็นเจ้าไม่ต้องถูกดุล แล้วยังบรรจุเข้าทำงานแทนสามัญชนอีก ความแตกต่างทางฐานะด้านสังคมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
·                                                              สาเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ ความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะฝึกข้าราชการในสภากรรมการองคมนตรีให้เรียนรู้วิธีการประชุม ปรึกษาแบบรัฐสภาเพื่อเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้อย่างไม่มีผลเท่าไรนักพระราชบัญญติเทศบาลซึ่งจะเป็นรากฐานของการปกครองตนเองก็ยังไม่ได้ประกาศออกใช้ และข้อสุดท้ายคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ผู้ชำนาญการร่างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ได้พระราชทานแก่ประชาชน
การเปลี่ยนแปลงการปกครองกระทำได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน การปกครองของประเทศจึงเปลี่ยนไป คือมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พรรคการเมืองที่ลงสมัครปี 54

1เพื่อไทยพรรคเพื่อไทย
2พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
3ประชาธิปไตยใหม่พรรคประชาธิปไตยใหม่
4ประชากรไทยพรรคประชากรไทย
5รักประเทศไทยพรรครักประเทศไทย
6พลังชลพรรคพลังชล
7ประชาธรรมพรรคประชาธรรม
8ดำรงไทยพรรคดำรงไทย
9พลังมวลชนพรรค พลังมวลชน
10ประชาธิปัตย์พรรคประชาธิปัตย์
11ไทยพอเพียงพรรคไทยพอเพียง
12รักษ์สันติพรรครักษ์สันติ
13ไทยเป็นสุขพรรคไทยเป็นสุข
14กิจสังคมพรรคกิจสังคม
15ไทยเป็นไทพรรคไทยเป็นไทย
16ภูมิใจไทยพรรคภูมิใจไทย
17แทนคุณแผ่นดินพรรคแทนคุณแผ่นดิน
18เพื่อฟ้าดินพรรคเพื่อฟ้าดิน
19พรรค
เครือข่ายชาวนา
แห่งประเทศไทย
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
20การเมืองใหม่พรรคการเมืองใหม่
21ชาติไทยพัฒนาพรรคชาติไทยพัฒนา
22เสรีนิยมพรรคเสรีนิยม
23ชาติสามัคคีพรรคชาติสามัคคี
24บำรุงเมืองพรรคบำรุงเมือง
25กสิกรไทยพรรคกสิกรไทย
26มาตุภูมิพรรคมาตุภูมิ
27ชีวิตที่ดีกว่าพรรคชีวิตที่ดีกว่า
28พลังสังคมไทยพรรคพลังสังคมไทย
29เพื่อประชาชนไทยพรรคเพื่อประชาชนไทย
30มหาชนรรคมหาชน
31ประชาชนชาวไทยพรรคประชาชนชาวไทย



หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
             หัวหน้าพรรค : นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
             ** นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 1


หมายเลข 2 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
             หัวหน้าพรรค : นายแพทย์วรรณรัตน์  ชาญนุกูล


หมายเลข 3 พรรคประชาธิปไตยใหม่  จำนวนผู้สมัคร 6 คน
             หัวหน้าพรรค : นายสุรทิน พิจารณ์   


หมายเลข 4 พรรคประชากรไทย  จำนวนผู้สมัคร 13 คน
             หัวหน้าพรรค : นายสุมิตร สุนทรเวช   


หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทย  จำนวนผู้สมัคร 11 คน
             หัวหน้าพรรค : นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์     


หมายเลข 6 พรรคพลังชล  จำนวนผู้สมัคร 18 คน
             หัวหน้าพรรค : นายเชาวน์ มณีวงษ์   

  
หมายเลข 7 พรรคประชาธรรม  จำนวนผู้สมัคร 25 คน
             หัวหน้าพรรค : นายมุคตาร์ กีละ   

 หมายเลข 8 พรรคดำรงไทย  จำนวนผู้สมัคร 13 คน
             หัวหน้าพรรค : นายโชติพัฒน์ สกุลดีเชิดชู    


หมายเลข 9 พรรคพลังมวลชน  จำนวนผู้สมัคร 8 คน
             หัวหน้าพรรค : นายกรภพ ครองจักรภพ   


หมายเลข 10 พรรคประชาธิปัตย์  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
             หัวหน้าพรรค : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  


หมายเลข 11 พรรคไทยพอเพียง  จำนวนผู้สมัคร 3 คน
             หัวหน้าพรรค : นายจำรัส อินทุมาร   


 หมายเลข 12 พรรครักษ์สันติ  จำนวนผู้สมัคร 64 คน
             หัวหน้าพรรค : พลตำรวจโท ถวิล สุรเชษฐพงษ์


หมายเลข 13 พรรคไทยเป็นสุข  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
             หัวหน้าพรรค : นายประดิษฐ์ ศรีประชา   


หมายเลข 14 พรรคกิจสังคม  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
             หัวหน้าพรรค : นายทองพูล ดีไพร   


หมายเลข 15 พรรคไทยเป็นไทย  จำนวนผู้สมัคร 10 คน
             หัวหน้าพรรค : นายตรีสัลล์ จันทน์เทียนเดชา   
    

 หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทย  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
             หัวหน้าพรรค : นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล  

หมายเลข 17 พรรคแทนคุณแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 32 คน
             หัวหน้าพรรค : นายวิชัย ศิรินคร

หมายเลข 18 พรรคเพื่อฟ้าดิน  จำนวนผู้สมัคร 1 คน
             หัวหน้าพรรค : นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ    


หมายเลข 19 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย  จำนวนผู้สมัคร 30 คน
             หัวหน้าพรรค : นายโชติ บุญจริง  


หมายเลข 20 พรรคการเมืองใหม่  จำนวนผู้สมัคร 24 คน
             หัวหน้าพรรค : นายสมศักดิ์  โกศัยสุข  


หมายเลข 21 พรรคชาติไทยพัฒนา  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
             หัวหน้าพรรค : นายชุมพล ศิลปอาชา  


หมายเลข 22 พรรคเสรีนิยม  จำนวนผู้สมัคร 8 คน
             หัวหน้าพรรค : นายพุทธชาติ ช่วยราม     


 หมายเลข 23 พรรคชาติสามัคคี  จำนวนผู้สมัคร 9 คน
             หัวหน้าพรรค : นายนพดล ไชยฤทธิเดช  


หมายเลข 24 พรรคบำรุงเมือง  จำนวนผู้สมัคร 14 คน
             หัวหน้าพรรค : นายสุวรรณ ประมูลชัย  


หมายเลข 25 พรรคกสิกรไทย  จำนวนผู้สมัคร 2 คน
             หัวหน้าพรรค : นายจำลอง  ดำสิม  


หมายเลข 26 พรรคมาตุภูมิ  จำนวนผู้สมัคร 40 คน
             หัวหน้าพรรค : พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน  



หมายเลข 27 พรรคชีวิตที่ดีกว่า  จำนวนผู้สมัคร 4 คน
             รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นางพูลถวิล ปานประเสริฐ  

หมายเลข 28 พรรคพลังสังคมไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
             หัวหน้าพรรค : นายวิวัฒน์ เลอยุกต์  


หมายเลข 29 พรรคเพื่อประชาชนไทย  จำนวนผู้สมัคร 4 คน
             หัวหน้าพรรค : นายดิเรก กลิ่นจันทร์  


หมายเลข 30 พรรคมหาชน  จำนวนผู้สมัคร 6 คน
             หัวหน้าพรรค : นายอภิรัต ศิรินาวิน    

 

หมายเลข 31 พรรคประชาชนชาวไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
             หัวหน้าพรรค : นายสุนทร ศรีบุญนาค